เพื่อน (0)

Blogs Categories

Links


Share
By parachill, 2010-05-26 01:03:28, 2 comments , แสดงไปแล้ว ครั้ง






จุดเริ่มต้นเมื่อกลางปี 2546 วันรับน้องที่มหา'ลัยวันแรก
ใครจะเชื่อว่า Love at first sight มันมีอยู่จริง
จนกระทั่งเจอเขา..คนนี้ ผู้ชายที่สะดุดตา บุคลิกดี
ในใจพลางคิด ฉันต้องทำทุกอย่าง เพื่อให้เรารู้จักกันให้ได้
แอบมองดูอากัปกิริยาทุกอย่างของผู้ชายคนนี้ ไม่วางตา
..เขาไม่รู้ตัวหรอก..


แล้วก็ตามไปยืนมองใกล้ๆ เหลือบดูป้ายชื่อแขวนคอ
เอาล่ะ รู้ชื่อแล้ว ทำยังไงต่อดี
ไม่ให้เสียเชิงกุลสตรีไทย :P


ฟ้าเข้าข้าง เมื่อฉันและเขาดันถูกเลือก
ให้เข้ากลุ่มรับน้องกลุ่มเดียวกันซะอย่างงั้น
ในกลุ่มมีราวๆ ยี่สิบคนเห็นจะได้..คละคณะ
((ลืมบอกไปว่าฉันและเขาเรียนคณะเดียวกัน))


เขาเป็นผู้ถูกเลือกให้เป็นผู้นำกลุ่มและฉันถูกเลือกให้เป็นเลขาฯ
แหม..ประจวบเหมาะ


กิจกรรมรับน้องที่รุ่นพี่เตรียมไว้ คือ Walk Rally
สนุก เพลิดเพลินมาก
แต่ก็ไม่น่าดึงดูดใจพอ เพราะสิ่งที่น่าดึงดูดใจกว่า..มายืนหายใจอยู่ใกล้ๆ ฉันนี่
ฉันเผลอเดินตามเขาต้อยๆ ((เผลออีกแล้ว))
เนียนเข้าไปทักทายและแนะนำตัวแบบเขินๆ ((เขินอยู่คนเดียว))
การที่เราได้เป็นหัวหน้ากลุ่มและเลขาฯ
ทำให้เรามีโอกาสได้คุยกันเยอะหน่อย
เราต้องช่วยๆ กัน เล่นเกมส์ หาคำตอบ
หน้าที่เขาและเพื่อนๆ ก็เล่นเกมส์กันไป
ส่วนฉันก็จดคำตอบยิกๆ เป็นเลขาฯ นี่นา


และกิจกรรมสุดท้ายคือนักศึกษาทุกคนต้องวิ่งไปแต่งชุดนักศึกษาให้ถูกต้องตามระเบียบเป๊ะ
สิบนาทีให้หลัง..เขาเดินกึ่งวิ่งมายืนหัวแถว
".........."
ตะลึงนิดหน่อยกับภาพเขาในชุดยูนิฟอร์ม
โอย หน้าตาดีจังเลย แล้วก็เผลอยิ้มไปคนเดียวอีกจนได้..


จบกิจกรรมวันนั้นแยกย้ายกันกลับห้อง
โดยไม่มีอะไรคืบหน้าเรื่องเขา นอกจากรู้ "ชื่อ" แค่นั้นเอง
((ออ..ลืมบอกไป ว่าเราอยู่หอของมหา'ลัยทั้งคู่))


และจากวันนั้น..ฉันตัดสินใจหยิบไดอารี่เล่มใหม่แกะกล่อง
ขึ้นมากางและเริ่มเขียนบันทึกหน้าแรกถึงเขาคนนี้
สั้นๆ สองสามบรรทัด บันทึกความประทับใจเอาไว้
ฉันยังจำได้ดี ฉันเขียนไว้ว่า
ฉันเจอเขาแล้ว "Love at first sight" 


เรามีโอกาสได้เจอกันบ่อยขึ้น แน่ล่ะ มหา'ลัยเล็กๆ
อาคารไม่กี่อาคาร หอพักก็ติดกันซะขนาดนี้ จะไม่เจอกันเลยก็แปลก
หลังจากวันรับน้อง ฉันได้เจอเขาอีกครั้งที่โรงอาหารของมหา'ลัย
เขาเดินอยู่คนเดียว ฉันเดินอยู่คนเดียว
เงยหน้าขึ้นมาเจอกัน ต่างคนต่างก็ส่งยิ้มให้ 
เขาคงคุ้นๆ ฉันบ้างแหละน่า แต่ฉันเนี่ยล่ะจำเขาได้แม่น
ฉันจำได้ดีว่าวันนั้น ฉันตื่นเต้นมาก
หัวใจมันพองโตบอกไม่ถูกที่เห็นเขายิ้มให้
กลับมานอนกัดหมอนโอดโอยอยู่ที่ห้อง เพราะเขิน ทำอะไรไม่ถูก
((แค่เขายิ้มให้..ในใจก็คิดไกลไปนู่นนน กู่ไม่กลับ))
เดินไปเล่าให้เพื่อนคนนั้น คนนี้ฟัง
และบอกไปทั่วว่าฉันปลื้มคนนี้ คนนี้ฉันจองแล้วนะ
แสดงความเป็นเจ้าของโดยที่เขาไม่รู้ตัว..ไม่นานก็รู้กันแทบจะทั้งคณะ
โดยเฉพาะเพื่อนๆ ในกลุ่มของฉัน
ที่แซวและปรามฉันตลอดว่าจะออกตัวแรงไปไหน ให้ใจเย็นๆ ก่อน


ระหว่างนั้นกิจกรรมรับน้องก็ยังมีอยู่อย่างต่อเนื่อง
เป็นรับน้องที่โหดมาก รับน้องสาขา รับน้องวิทยาเขต รับน้องมหา'ลัย
และแทบทุกครั้ง ฉันต้องเห็นเขาได้รับบทบาทเดิมๆ คือหัวหน้ากลุ่ม
นี่แสดงว่าต้องเป็นผู้ชายที่รับผิดชอบในระดับนึงใช่มั้ย ถึงได้รับเลือกตลอด
โอย..จะทำให้ฉันเพ้อไปถึงไหนกัน..


แต่ข้อเสียอย่างนึงที่ฉันรับรู้ได้คือ เขามาสายตลอด ฮ่าๆๆ
ทุกครั้งที่มีการเรียกรวมตัว เขาจะเป็นคนแรกที่ฉันมองหา
และไม่เคยเจอ เพราะเขาสาย.. จะตามมาเป็นคนท้ายๆ ตลอด
คิดในแง่ดีว่า เขาคงใช้เวลาในการตามต้อนเพื่อนๆ ให้ครบ
แต่นั่นก็เป็นข้อดี เพราะโฟกัสง่าย วิ่งมาเป็นคนสุดท้าย ยังไงก็เห็น :)


อยู่สาขาเดียวกัน โอกาสได้เจอ ได้คุย ย่อมเยอะขึ้นตามไปเช่นกัน
ไม่รู้ว่าด้วยเพราะเขาเปิดโอกาสหรือเพราะฉันชอบฉวยโอกาสกันแน่
ฉันไม่แสดงออกหรอกนะว่าฉันปลื้มเขาแค่ไหนเวลาอยู่ต่อหน้า
แต่ลับหลังฉันเผลอกรี๊ดให้เพื่อนฉันฟังอยู่ตลอดเวลา
ฉันพยายามอาศัยมุขตลกกลบเกลื่อนความรู้สึก เอาฮาเข้าว่า
แล้วมันก็ได้ผล เขาก็ฮาไปกับฉันจริงๆ
เมื่อได้สนิทกันขึ้นอีกระดับ ทำให้ฉันรู้จักเขาเพิ่มขึ้น
เขาเป็นคนตลก อารมณ์ดี อยู่ใกล้ๆ แล้วสบายใจ


เขามีเพื่อนสนิทอยู่กลุ่มนึง เป็นกลุ่มที่ใหญ่พอสมควร
บ้างก็เพื่อนร่วมจังหวัด บ้างก็เพื่อนคณะเดียวกัน บ้างก็ต่างคณะ
ทุกเย็นเขาและเพื่อนกลุ่มนี้ จะเดินออกไปกินข้าวเย็นหลังมหา'ลัย


ฉันอาศัยจังหวะนี้ ตีสนิทเพื่อนในกลุ่มเขาทันที
ด้วยความเฮฮาของเราทั้งคู่ ทำให้สนิทกับเพื่อนทั้งกลุ่มได้ง่ายๆ
ทุกเย็นฉันจะลงมาพร้อมเพื่อนกลุ่มฉันเพื่อออกไปกินข้าวด้วยกัน
และจงใจให้มันเป็นเวลาเดียวกันกับเขา เพื่อเราจะได้เจอและทักทายกัน
((เป็นไงล่ะ ล้ำลึก..))
ไม่รู้ว่าตอนนั้นเขาจะแปลกใจบ้างมั้ยนะ
ว่าทำไมเราถึงได้เจอกันใต้หอพักทุกวี่ทุกวันและเวลาเดิมๆ
นอกจากเวลากินข้าวเย็นแล้ว
ช่วงเที่ยงเขาก็มักจะมานั่งเล่นที่ม้านั่งใต้หอ
นั่งอ่านหนังสือพิมพ์เงียบๆ อยู่คนเดียว..
ฉันใช้เวลาช่วงนี้ในการเข้าไปพูดคุยแลกเปลี่ยนเรื่องราวแต่ละวัน
มีความสุขจังเลย เป็นแบบนี้ทุกวัน ทุกวัน
จนกลายเป็นกิจวัตรประจำวันไปโดยไม่รู้ตัว



..


เลขรหัสนักศึกษาของเราสองคน เป็นเส้นแบ่งทำให้ฉันและเขา
ต้องแยกกลุ่มเรียน ซึ่งคณะที่ฉันเรียน..
แบ่งเป็นกรุ้ป A และ B ตามตัวอักษรขึ้นต้นของชื่อจริง
ฉันมักจะภูมิใจในชื่อจริงตัวเองเสมอ เพราะมันไม่ค่อยเหมือนใคร
แต่นี่ก็เป็นเหตุผลที่ทำให้ฉันอยากจะเปลี่ยนชื่อตัวเองสักครั้ง
เปลี่ยนเพื่อให้ตัวอักษรขึ้นต้นด้วย P บ้าง :)
เผื่อว่าเราจะได้ใกล้ชิดกันมากขึ้นกว่านี้


อย่างไรก็ดี..เรื่องนี้ไม่ได้เป็นอุปสรรคหรอกนะ
ฉันหาโอกาสเพื่อเจอเขาจนได้ตลอดแหละ
ใครจะรู้ว่าฉันปริ้นท์ตารางเรียนของเขาเก็บเอาไว้ในกระเป๋าด้วยใบนึง
ถามตารางเรียนของฉัน..ฉันยังตอบยากกว่าของเขาอีก


เขาเรียนเก่ง เรียนเก่งมาก แทบจะเก่งที่สุดในคณะ
ถ้าฉันจำไม่ผิด ตลอดสี่ปีที่ผ่านมา
เกรดเฉลี่ยของเขาอยู่ระหว่าง 3.90-4.00 ทุกเทอม
ฉันไม่เคยแปลกใจเลยที่ไม่ว่ามีการประกาศผลสอบวิชาใด
เขามักจะเป็นหนึ่งในสามของคนที่ได้คะแนนสูงสุดทุกครั้ง


ฉันได้เขาเป็นต้นแบบ เป็นกำลังใจ
เป็นแรงบันดาลใจในเรื่องความขยัน ความรับผิดชอบ
ฉันอยากเก่งเหมือนเขาบ้าง ขอบคุณเขาไว้ ณ ตรงนี้
เขาทำให้ฉันตั้งใจเรียนมากขึ้นเป็นสิบเท่า
เขาทำให้ฉันมีความสุขที่จะตื่นมาเรียน
เห็นหน้าแล้วมีกำลังใจจะเรียน
จู่ๆ สมองมันก็ไบรท์โดยไม่ทราบสาเหตุ
โดยเฉพาะวิชาที่ทั้งกรุ้ป A และ B จะต้องเข้าเรียนรวมกัน
วิชานั้นฉันจะตั้งใจเรียนเป็นพิเศษ..
ไม่แปลกเลยที่คะแนนสอบของฉันเอง..ก็ดีไม่แพ้เขา :)


ขอบคุณนะ


นอกจากไดอารี่สีขาวเล่มนั้น
ที่ฉันจดบันทึกเรื่องราวของเขาเอาไว้แทบทุกคืน
ตั้งแต่วันแรกจนเรียนจบปี 4
ฉันยังมีสมุดโน้ตแสนรักอีกเล่มหนึ่ง
เป็นเล่มที่ฉันใช้ตั้งแต่ม.6 จนเข้ามหา'ลัย
ฉันจดทุกอย่างลงไปในนั้น และฉันก็พกมันติดตัวเสมอ
ทุกครั้งที่เรานั่งคุยกันที่ม้านั่งใต้หอ เขามักจะหยิบมันมาพลิกเปิดอ่านดู
ไม่รู้เหมือนกันว่าอ่านอะไร แล้วมันน่าอ่านตรงไหน ทำไมถึงชอบหยิบมาเปิดอ่านนัก
บางครั้งเขาก็เอาปากกามาวาดรูปนั่นนี่เล่นในสมุดเล่มนั้น
เขาจะรู้มั้ยนะว่าฉันแอบตัดรูปที่เขาวาดและเก็บมันไว้เป็นอย่างดี..


อ่อ ฉันลืมบอกไปอีกอย่าง
เขาชอบศิลปะ เขามีพรสวรรค์ทางด้านนี้พอสมควร
ไม่ว่าที่คณะจะจัดงานกิจกรรมใดๆ
เขาจะเป็นคนนึงที่มีส่วนร่วมในการออกแบบสร้างสรรค์ผลงานเสมอ
ดูสิแบบนี้จะไม่ให้ฉันเพ้อได้ยังไง
แต่ฉันก็ไม่เคยชมเขาออกนอกหน้าหรอกนะ
แค่แสดงความคิดเห็นประมาณนึง
ฉันว่าเขาคงผิดหวังบ้างล่ะที่ฉันไม่เยินยอเขาเหมือนที่เพื่อนคนอื่นทำ


ฉันและเขาได้มีโอกาสใกล้ชิดกันมาก
ก็เพราะความที่เป็นคนบ้ากิจกรรมเหมือนกัน
ทั้งกิจกรรมของแต่ละรายวิชาหรืองานคณะเช่น กีฬาสี กีฬาวิทยาเขต
ใต้หอพัก จะมีห้องเปล่าๆ อยู่หลายห้อง เพื่อให้เด็กหอได้ใช้ทำกิจกรรมต่างๆ
เราเรียกกันง่ายๆ ว่า ห้อง Study..
นี่เป็นอีกที่ที่เราสองคนมักจะอาศัยเป็นจุดนัดพบ
ติวหนังสือ กินข้าว ทำกิจกรรมต่างๆ หรือกระทั่งซ้อมรำ
((ไม่ต้องตกใจว่าฉันเรียนคณะอะไรกัน ทำไมต้องรำด้วย ฮ่าๆ ไม่บอกหรอก))


ฉันเป็นคนที่ชอบเข้าร่วมกิจกรรม
ไม่ได้เป็นผู้นำ แต่ก็มีส่วนร่วมมากพอสมควร
พอๆ กับเขาที่มักจะเป็นผู้นำ ผู้ริเริ่มคิดนั่นโน่นนี่


ช่วงเลิกเรียนจนถึงดึกดื่นค่อนคืน
ใครๆ จึงมักเห็นฉันและเขานั่งทำอะไรจุกจิกด้วยกันบ่อยๆ
จริงๆ แล้วก็ช่วยกันทำกิจกรรมเหล่านี้ให้ลุล่วงนั่นแหละ ((เหรอ))


แปลกนะ ฉันไม่รู้สึกเหนื่อยเลยสักนิด
กลับมีความสุขสุดๆ ที่ได้ใช้เวลาร่วมกัน
ดึกดื่นแค่ไหนก็สู้ตาย ไม่ง่วงสักนิด
แต่พอเขากลับขึ้นห้องไปนอนแค่นั้นแหละ ฉันหัวทิ่มหัวตำตามทันที


นอกจากเขาจะเป็นที่รักของฉันแล้ว
เขายังเป็นที่รักของเพื่อนในคณะอีกด้วย
เขามีน้ำใจกับเพื่อน เขาช่วยเหลือทุกอย่างเท่าที่เขาจะช่วยได้
ถ้าฉันจำไม่ผิด ช่วงปีแรกๆ เขาเป็นประธานคณะ
ควบหลายตำแหน่งเหลือเกิน.. แต่ก็ทำหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายได้ดีทุกอย่าง
ไม่แปลกใจเลยที่มีแต่คนรัก มีแต่คนพูดถึงเขาในแง่ดี
รวมทั้งมีแต่สาวๆ อยากเข้าใกล้..


ฉันเป็นคนขี้หึงนะ กับผู้ชายที่ฉันชอบแล้ว ฉันไม่ยอมหรอก
ให้ผู้หญิงคนนู้นคนนี้มาเจ๊าะแจ๊ะมาใกล้ชิดด้วย
แต่กับเขาคนนี้ไม่ใช่..ฉันแสดงอาการไม่ได้
เขาวางตัวกับเพื่อนผู้หญิงทุกคนได้ดี
เขาไม่ฉวยโอกาส แต่ด้วยอัธยาศัยกับบุคลิกที่ร่าเริงเกินเหตุของเขา -_-"
ทำให้สาวๆ เข้ามาคุย เข้ามาเล่นหัวกับเขาบ่อยๆ


เพื่อนฉันหลายคนที่รู้ว่าฉันปลื้มเขา
มักจะจงใจเข้ามายั่วอารมณ์ฉันเล่น
ด้วยการเข้ามากอดจับเขาให้ฉันอิจฉาอยู่เนืองๆ
ตอนนั้นฉันคงเป็นผู้หญิงคนเดียวที่ไม่กล้าแม้แต่จะแตะแขนเขา
ฉันรักษาระยะห่าง ฉันชอบเขามากก็จริงแต่ฉันไม่ได้..ง่าย..ขนาดนั้น


ฉันว่าเขารู้นะว่าฉันรู้สึกยังไง เวลามีผู้หญิงเข้ามาคลอเคลีย
เพราะฉันมักจะแสดงออกด้วยคำพูดจิกกัด
และการกระทำออกมาเป็นระยะๆ ว่าฉันหมั่นไส้หล่อนพวกนี้มากแค่ไหน
เขาไม่รู้หรอกว่าฉันทำไปเพราะฉันหึง เขาคงคิดว่าฉันแซวเล่นๆ ตามประสา
ฉันจำได้เขาเคยย้ำกับฉันว่า ที่เขาใกล้ชิดกับคนนั้นคนนี้
เขารู้ตัวดีว่าเขาทำอะไรอยู่ เขารู้เสมอว่าใครเป็นใคร ไม่ต้องห่วง

ที่ฉันบอกไปว่าฉันไม่ค่อยแสดงออกว่าปลาบปลื้ม
ก็ใช่ว่าฉันจะละเลยความรู้สึกเขานะ
ทุกครั้งที่เขาคิดจะทำการใหญ่อะไรสักอย่าง
เขามักจะเข้ามาปรึกษาฉัน มาบอก มาเล่าให้ฟังเสมอ
ปากฉันยินดีกับเขาไปแบบเล็กๆ
แต่ใจจริงแล้วฉันดีใจไปกับทุกความสำเร็จของเขาซะใหญ่เวอร์
อันนี้เพื่อนฉันหลายคนรู้ดี ((ซึ่งตัวเขาอีกนั่นแหละที่คงไม่เคยรู้))
ฉันส่งข้อความไปหาเขาบ่อยๆ ไปให้กำลังใจเขาแบบเงียบๆ
อย่างเช่น วันที่เขาเข้าแข่งขัน Speech Competition
รอบคัดเลือกฉันก็ตามไปให้กำลังใจเขานะ
แต่จำไม่ได้แล้วล่ะ ว่าเขาเห็นฉันนั่งอยู่ในห้องประชุมนั้นด้วยรึเปล่า :)


นอกจากฉันและเขาจะเจอกัน พูดคุยกันตลอดแล้ว
ยังมีอีกมีช่องทางการสื่อสารของเรา
ขอบคุณโปรแกรม MSN Messenger มา ณ ที่นี้
ฉันจำไม่ได้แล้วล่ะว่าไปกด Add อีเมล์เขาไว้ตั้งแต่เมื่อไหร่
รู้ตัวอีกทีก็คุยกันจนติด..แกะไม่ออก


ช่วงเวลา 4 ปีในมหา'ลัย เขาเป็นคนที่ทำให้ฉันแปลกใจ
กับชื่อ Display ที่ใช้ในการออนไลน์ เพราะมันเป็นชื่อเดิม
ชื่อเดียว ไม่เคยเปลี่ยน ซึ่งก็คือ I love "..." ((ตัวย่อชื่อคณะ))
ไม่เคยเปลี่ยนสักครั้งเดียว ไม่ว่าจะเกิดเหตุการณ์ใดๆ ก็ตาม


เราหาโอกาสคุยกันผ่าน MSN บ่อยๆ แทบทุกคืน
คุยกันแทบทุกเรื่อง เรื่องเรียน เรื่องเพื่อน เรื่องแดดฝนลมฟ้า ฯลฯ
เขาจะอยู่ที่ไหน จะกลับบ้าน สุดหล้าฟ้าเขียว ยังไงก็ต้องออนไลน์บอกกัน
สนิทกันจนแทบจะเรียกได้ว่าเขาเป็นเพื่อนผู้ชายที่ฉันสนิทด้วยที่สุดแล้วในตอนนั้น
แต่ฉันเป็นเพื่อนผู้หญิงที่เขาสนิทมากที่สุดด้วยรึเปล่านั้น ฉันไม่รู้


เขามักจะทำให้ฉันแปลกใจในหลายๆ เรื่อง
มีอยู่ครั้งหนึ่ง ฉันพิมพ์ชื่อเขาใน MSN ผิด
สะกดชื่อเขาด้วยภาษาแบบที่วัยรุ่นสมัยนี้ชอบทำ
เขาตอบกลับมาด้วยประโยคที่ทำให้ฉันสะดุดกึก
"เธอไม่เคยพิมพ์ชื่อเราผิดอะ"
รวมทั้งฉายาของเขาที่เพื่อนทุกคนในคณะจะเรียกกัน
ก็จะมีฉันเพียงคนเดียวที่เรียกชื่อเล่นจริงๆ ของเขา
ไม่เคยสักครั้งจะเรียกฉายาที่ได้รับการแต่งตั้งนั้น
ฉันเคยเผลอเรียกไปเหมือนกันล่ะ เพราะจงใจจะแกล้งแซว
แต่ฉันดันโดนย้อนกลับมาว่า เธอไม่เคยเรียกชื่อเราแบบนี้
ฉันจึงรู้ว่าควรจะหยุดแกล้งเขาได้ละ


ฉันไม่เรียกฉายานั้นที่เพื่อนตั้งให้ เพราะจริงๆ แล้ว
เราสองคนต่างมีฉายาของกันและกันแล้วต่างหาก
สืบเนื่องจากเดี่ยว ไมโครโฟนที่เคยนั่งดูด้วยกัน
ที่พี่โน้ตเค้าเล่าเรื่อง โฆษณาขำๆ รวมถึงประโยคที่ว่า
"พาราดอนไม่ใช่ชิล เอ้ว เอ้ว"
ขำมาก จนเราสองคนติดใจขอหยิบยืมมาใช้
โดยที่ฉันเรียกเขาว่า "พาราดอน"
และเขาเรียกฉันว่า "พาราชิล"
ไม่มีความหมายอะไรหรอก แต่ถ้านึกถึงฉายาของกันและกัน
ที่ไม่เคยมีใครรู้ก็คงเป็นสองอันนี้..


ฉันจำได้ลางๆ ว่าช่วงปิดเทอมปีแรก
ฉันแอบย่องขึ้นหอพักชายโดยที่พี่ยามไม่ทันสังเกต
เปล่านะ ฉันไม่ได้ขึ้นไปขืนใจเขา
เพียงแต่ขึ้นไปนั่งเล่น นั่งคุยเฉยๆ
ฉันสาบานได้ว่าตอนนั้นฉันไม่คิดจะอะไรกับเขาเลย
((แต่ตอนนี้ไม่แน่))
เรามีนัดดูหนังกันที่ห้องเพื่อนเขา
และวันนั้นเอง เป็นวันที่โชคร้ายสุดๆ ทำเอาฉันหน้าชา..
เพราะฉันโดนพี่ยามจับได้ว่าแอบขึ้นหอชาย T T
คราวนี้เป็นเรื่อง เรื่องใหญ่มากเลยล่ะ
ฉันและเขาโดนเรียกคุย เพราะเราทำผิดกฎของหอพัก
และโดนเรียกผู้ปกครองเพื่อแจ้งเรื่องนี้และตักเตือนเยอะเลย
แม่ฉันน่ะสบายมาก หัวเราะครึกครื้นไม่ได้ดุอะไรฉันหรอกนะ
แม่รู้จักฉันดีกว่าใครในโลก ก็แค่บอกว่าทำอะไรระวังๆ หน่อยแล้วกัน
เฮ่อ โล่งอก แต่เราทั้งคู่.. รู้สึกผิดมาก แย่มากในเวลานั้นนะ
โดยเฉพาะฉัน ฉันทำให้เขามีประวัติด่างพร้อย
ผู้ชายแสนดี มีคดีพาสาวขึ้นหอ เป็นฉันคงปวดหัวจี๊ด
แต่เขาไม่พูดอะไรเลยนะ ก็ผิดด้วยกันทั้งคู่นี่นา
แต่ผ่านไปสองสามเทอม มาย้อนนึกดูก็ขำดี


 



..


เปล่านะ เราไม่ได้มีแค่ช่วงเวลาดีๆ กันตลอด
งอนกัน ทะเลาะกันจนร้องไห้ออกจะบ่อยไป
และมักจะงอนกันในเรื่องไม่เป็นเรื่อง เถียงกันไปเถียงกันมา
แต่ไม่เคยงอนกันเกินสองวัน ไม่ใครสักคนต้องเข้ามาคุยมาเคลียร์กันจนจบ
แล้วกลับมาคุยกันดีๆ ได้เหมือนเดิม
เป็นความสัมพันธ์ที่ดูเหมือนจะคืบหน้า..แต่ยังอยู่ใต้เส้นบางๆ ที่เรียกว่าเพื่อน
เราพอใจในความสัมพันธ์แบบนี้ ไม่เคยคุยอะไรกันเรื่องนี้เลย รู้กันอยู่ในใจ
เพราะเท่าที่เป็นอยู่ก็มีความสุข สบายใจดีอยู่แล้ว
อีกอย่างฉันรู้ดีว่าถ้าฉันเผลอแสดงความในใจออกมา ทุกอย่างจะเปลี่ยนไป..


แม้จะมีโอกาสหลายครั้งหลายหนให้พูดอะไรออกไปบ้าง
แต่ฉันก็ข่มใจไว้ได้ทุกที
มีอยู่คืนหนึ่ง ที่มหา'ลัยเค้าจัดงานอีเว้นท์
จัดกันเรียบๆ ในเขตมหา'ลัยนี่ล่ะ เป็นงานออกร้าน เปิดบู๊ท
ขายอาหาร จัดนิทรรศการ และมีกิจกรรมบนเวทียามค่ำคืน
รวมทั้งการร้องเพลง เล่นดนตรี
ฉันนั่งกินข้าว กินขนม สังสรรค์กับเพื่อนๆ รวมเขาด้วย
อยู่ที่โต๊ะเล็กๆ ไม่ไกลจากเวทีนัก นั่งฟังเพลงไปเพลินๆ
จนกระทั่งเพื่อนคนอื่นๆ แยกย้ายกันกลับห้อง เพราะมันดึกมากแล้ว
จนเหลือแค่ฉันกับเขาสองคนนั่งฟังเพลงกันตามลำพัง
เกือบแล้ว เกือบไปแล้ว.. ฉันจำได้ว่าเพื่อนฉันในคณะคนนึง
ซึ่งเขาเป็นนักร้องนำประจำวงดนตรีของมหา'ลัยนั้น
หยิบเพลง "แค่บอกว่ารักเธอ" ของปราโมทย์ ขึ้นมาร้อง
"ถ้าหากรักนี้ ไม่บอกไม่พูดไม่กล่าว แล้วเค้าจะรู้ว่ารักหรือเปล่า อาจจะไม่แน่ใจ
อยากให้เขารู้ ฉันคงต้องแสดงออก ไม่ใช่ให้ใครเค้าบอก หรือว่าให้เค้าเดาเองว่ารักเธอ"
เอ๊า..แล้วจะมาร้องอะไรตอนนี้ ฉันนั่งนิ่งฟังเพลงนี้แต่ข้างในใจเต้นตึกตักอีกแล้ว
เพลงมันโดน บรรยากาศมันได้.. เขาก็นิ่ง ฉันก็นิ่ง
ขอบคุณความเงียบครั้งนั้น ที่ทำให้ฉันป๊อด ไม่แสดงอาการอะไรออกมา
เฮ่อ... โล่ง...


ฉันดีใจที่มันเป็นอยู่อย่างนี้เรื่อยๆ ทุกวัน
เราเริ่มออกไปไหนมาไหนด้วยกัน
ไปเดินเที่ยวที่อื่นบ้างนอกจากในมหา'ลัย
ดึกดื่น บ้างก็ออกไปหาอะไรกินกันข้างนอก
ไปเดินซื้อของที่ห้าง จะเจอฉัน เขาและเพื่อนเขาอีกหลายคน
ได้ที่โลตัส ช่วงเที่ยงคืนถึงตีสองเสมอ
ช่วงเวลาดีๆ ที่คนอื่นหลับนอน แต่เรามัวแต่เดินช็อปปิ้ง


ให้ตายเถอะ..จนถึงวันนี้ฉันเริ่มรู้สึกตัวแล้วล่ะ
ว่าฉันคิดกับเขามากกว่าเพื่อนเสียแล้ว
ฉันไม่แค่..ชอบเขา..แต่ฉันตกหลุมรักเขาเข้าให้แล้ว


มันเป็นความรู้สึกดีๆ อยากอยู่ใกล้ๆ
อยากพบอยากเจอ อยากคุยด้วยทุกวัน
มันหวง มันห่วง ไม่ว่าจะทำอะไร จะไปไหน
และเพราะเขาเองนั่นแหละที่มักจะ"รายงานตัว"กับฉันเสมอ
ตัวติดจนแทบไม่มีช่วงเวลาห่างกันเลย
ไอ้การกระทำแบบนี้มันทำให้ฉันคิดเพ้อฝันไปไกล
แม้แต่เพื่อนฉันในกลุ่มยังเข้ามาถามว่าตกลงว่ายังไงกัน


เขาไม่ได้ให้ความหวังฉันหรอกนะ แต่เป็นฉันที่คิดมากไปเอง
คิดเข้าข้างตัวเอง ว่าเขาคงมีใจให้ฉันอยู่บ้าง
แต่ไม่เคยเอ่ยปากถามและอย่างที่บอก..ฉันไม่มีวันพูดเด็ดขาด
เพราะฉันกลัวการสูญเสีย ถ้ามันไม่เป็นอย่างที่หวัง ฉันจะทำยังไง


...


ช่วงใกล้ๆ จบปี 1
ฉันเริ่มได้ยินข่าวลือเรื่องเขาในแง่ที่ไม่ค่อยจะดีนัก
คือเขาไม่ได้ชอบผู้หญิง..และเขามีคนที่เขาชอบอยู่แล้ว
ช็อค.. มันเหมือนโดนอะไรตีหัวเข้าอย่างจัง ฉันเจ็บ
ฉันนอนร้องไห้ข้ามวันข้ามคืน ไม่พูดไม่จากับใคร..กระทั่งกับเขา
ฉันไม่อยากเห็นหน้าเขา ฉันกลัวความจริง..กลัวความจริง..จริงๆ
คนรอบตัว..พูดเตือนฉันมากมาย ว่าให้เลิกเพ้อเจ้อได้แล้ว
แต่..ฉันหยุดไม่ได้ มันถลำลึกไปแล้ว ความรู้สึกนี้มันไม่ได้จะตัดกันง่ายๆ
แต่ไม่ว่าอะไรก็ตาม ฉันเลือกที่จะมั่นคงกับเขาเหมือนเดิม
ฉันไม่ถามเขาสักคำถึงเรื่องที่เกิดขึ้น และฉันรู้ว่าเขาไม่ต้องการให้ฉันถาม
ฉันปล่อยให้มันผ่านไปตามกาลเวลา


 


เรายังคงเป็นเพื่อนที่ดีต่อกันเหมือนเดิม
กระทั่งฉันรู้อย่างนี้ ความรู้สึกฉันก็ยังเหมือนเดิม
ไม่เคยเปลี่ยนแปลง.. และเหมือนมันจะมันเพิ่มมากกว่าเดิมด้วยซ้ำไป


สิ้นเทอมตามกำหนดของคณะ
เราต้องฝึกงานรวมสามเดือน
เขาเลือกที่ฝึกงานในที่ๆ มีชื่อเสียงพอสมควร
ในขณะที่ฉันเลือกอีกที่ตามคำแนะนำของรุ่นพี่
แต่ที่สำคัญคือ สถานที่ฝึกงานทั้งสองอยู่ใกล้กันนิดเดียว
จงใจมั้ย..ขอตอบดังๆ ว่า"ใช่"


เรามีโอกาสอยู่ด้วยกันสองคนบ่อยๆ ในช่วงฝึกงานนี้
รวมถึงช่วงวันเกิดในปีแรกของการอยู่มหา'ลัยของฉันด้วย
ฉันจำได้แม่นว่า ฉันงอนเขาตั้งแต่เช้า บอกว่าเขาลืมวันเกิดฉันได้ยังไง
แต่เขาก็ตอบกลับมาว่า ก็ตั้งใจอวยพรอยู่นี่ไง เธอพูดดักแบบนี้ก็จบเห่พอดี..
ยังไงก็แล้วแต่ เราสองคนเลือกที่จะไปฉลองวันเกิด
ด้วยการขี่รถเล่นและเดินเล่นที่ชายหาดใกล้ๆ กับที่ฝึกงานของเราทั้งคู่
จบเย็นวันนั้นด้วยการนั่งกอดเข่าดูพระอาทิตย์ตกด้วยกันริมหาด
และกลับมาเดินเล่นรอบมหา'ลัย แล้วเขาก็เดินมาส่งหน้าหอ
ทีแรกคิดว่าเอาล่ะได้เวลานอน แต่ที่ไหนได้ดันมานั่งคุยกันต่อใต้หอ
จนข้ามคืนเข้าสู่วันใหม่..ถึงยอมแยกย้ายกลับห้องตัวเองไป


ช่วงสามเดือนนี้เป็นช่วงที่ฉันได้ใช้เวลาอยู่กับเขาอีกแล้ว
ทุกเช้า ทุกเย็น เราจะต้องเจอกันก่อนไปฝึกงานและหลังเลิกงาน
บรรยากาศหอพักมันเงียบมาก
เพราะทุกคนแยกย้ายไปฝึกงานที่ต่างๆ บ้างก็ต่างจังหวัด บ้างก็ต่างประเทศ
เพื่อนคณะอื่นก็กลับบ้านไปหมด
จนเราต้องหนีความเงียบมาคุยกันทุกคืน
ทำไมนะ ทำไมต้องมีเรื่องนั้นเข้ามาด้วย
ฉันยืนยันว่าฉันยังเหมือนเดิม แต่สิ่งที่ติดค้างอยู่ในใจก็ส่งผลพอสมควร
ฉันได้ยินเรื่องราวของเขาเยอะมาก ไม่รู้ว่าเท็จจริงแค่ไหน
ฉันรับฟังนะ แต่ฉันไม่ได้ร่วมเออออห่อหมกไปกับเพื่อนที่มาเล่าให้ฟัง
ใจจริงฉันอยากฟังจากปากเขาเองมากกว่า แต่ถ้าเขาไม่พูดฉันก็จะไม่ถาม
ฉันว่าเขารับรู้นะ เพียงแต่ไม่พูดมันออกมาแค่นั้นเอง
ฉันไม่รู้ว่าเขาต้องเจออะไรบ้าง เลยได้แต่คอยพูดให้กำลังใจ


คนที่เคยแอบรักใครคงเข้าใจความรู้สึกที่มันอึดอัด
ความรู้สึกที่อยากบอกมันออกไป..อยากให้ใครคนนั้นรับรู้ว่าฉันรู้สึกยังไง
นี่ฉันว่ามันอาจจะถึงเวลาที่ฉันควรจะทำอะไรสักอย่างแล้วล่ะ
ไม่รู้เหมือนกันว่าอะไรส่งสัญญาณบอกฉันให้ฉันเลือกวันนี้


 


คืนนั้นฉันไปนั่งเล่นบ้านเพื่อนในคณะที่อยู่ถัดไปจากมหา'ลัยไม่กี่ก้าว
ฉันไปเหมือนเช่นปกติ นั่งคุย นั่งเล่น เฮฮาตามประสาหนุ่มสาววัยรุ่น..
ฉันจำไม่ได้แล้วว่าอะไรทำให้ฉันและเขา
เลือกที่จะเข้าไปนั่งคุยกันในห้องนอนของเพื่อนคนนึงเงียบๆ
ระหว่างที่เรานั่งคุยกันยังไม่ถึงไหน ก็มีเพื่อนเดินเข้ามาแซว
ฉันและเขาคุ้นชินเสียแล้วกับคำแซวของเพื่อนๆ เลยไม่ได้เขินไปด้วย
ฉันยังไม่กล้าพูดอะไรออกไป ได้แต่ชวนเขาคุยนั่นนี่ไปเรื่อย
ตัวเขาเองก็คงไม่นึกว่าฉันจะพูดจะทำอะไรในวันนี้


ผ่านไปพักใหญ่ๆ เขาชวนฉันไปนั่งรับลม
นั่งคุยที่ม้านั่งหน้าบ้านกันสองคน
ฉันจำได้ว่ามันค่อนข้างดึกแล้วล่ะ ราวๆ สี่ทุ่ม ห้าทุ่มเห็นจะได้
ไม่มีใครอยู่แถวนั้นหรอก นอนหลับกันหมดทุกบ้าน..
จะมีเสียงดังโหวกเหวกก็จากเพื่อนๆ ในบ้านที่กำลังจั่วไพ่กันสนุกสนานนี่ล่ะ


ฉันเริ่มเกริ่น..ความรู้สึกของฉันออกมา
กลัวมั้ย..กลัวมาก ถ้าเขาปฏิเสธความรู้สึกฉัน ทุกอย่างจบแน่นอน
แล้วฉันก็รวบรวมความกล้า..โพล่งบอกออกไปว่า "เรารัก...นะ"
เขานิ่งไปพักนึง แล้วบอกกับฉันว่า เขาก็รักฉันเหมือนกัน
ฉันส่ายหน้า เพราะฉันรู้ว่าเขาต้องเข้าใจไปอีกแบบ
ฉันไม่ได้หมายถึงรักแบบเพื่อนนะ
เลยย้ำกับเขาว่า ฉันรักเขา แต่ฉันไม่ได้รักเขาแบบเพื่อน!


เขามองหน้าฉันยิ้มๆ ไม่ตอบอะไร..
แต่ดึงฉันมากอดและลูบหัวฉันเบาๆ
นั่นเป็นกอดแรกจากเขาที่อบอุ่นที่สุดในโลก
ฉันรู้สึกว่านับจากนี้มันไม่มีอะไรสำคัญอีกแล้ว
ฉันไม่แคร์ว่าเขาจะเป็นอะไร ที่ฉันได้ยิน ที่ฉันสัมผัสอยู่ตอนนี้
ฉันพอใจมาก ฉันพอใจให้มันเป็นแบบนี้
ไม่มีใครรู้ว่าคืนนั้นฉันมีความสุขมากแค่ไหน
ฉันเผลอร้องไห้ในขณะที่กำลังสวมกอดเขาอยู่ ขี้แยจัง..
ไม่รู้ว่าเรากอดกันนานแค่ไหน
มารู้ตัวอีกทีก็ตอนที่ได้ยินเสียงเพื่อนดังเข้ามาใกล้
เราผละจากกันโดยที่ไม่มีใครรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นบ้างเมื่อไม่กี่นาทีที่ผ่านมา


จากนั้น..ฉันกลับห้องมานอน
ก่ายหน้าผากคิดนู่นนี่มากมาย
พยายามเตือนสติตัวเองด้วยว่า
ให้ระวังความรู้สึกและการกระทำตัวเองต่อจากนี้
ฉันกลัววันพรุ่งนี้มากกว่าเดิมอีก
ฉันต้องทำตัวยังไงดี ถ้าฉันเจอเขา ฉันจะพูดอะไร
ฉันควรจะทักเขาก่อนมั้ย หรือรอเขาทัก
แล้วจะยิ้มให้ดีมั้ย ฟุ้งซ่านอยู่คนเดียวทั้งคืน


ฉันเคยคิดอยู่เหมือนกันนะ
ว่าทำไม..ฉันถึงหวั่นไหวกับสายตาของเขามากมายนัก
ทำไมนะทุกครั้งที่มองจ้องเข้าไป ฉันรู้สึกว่ามันมีอะไรอยู่ในนั้น
มันเหมือนมีคำพูดอะไรอยู่..ที่ฉันเองก็ไม่รู้ว่าอะไร
ไม่รู้ว่าฉันคิดไปเองรึเปล่า แต่ฉันรู้สึกแบบนั้นจริงๆ
เป็นความรู้สึกที่ฉันหลอกตัวเองอยู่ใช่มั้ย..ว่าเค้าไม่ใช่..ไม่เป็น..
แต่ต่อให้ผ่านไปนานแค่ไหน ทุกครั้งที่มองเข้าไปในตาเขา
ฉันจะรู้สึกแบบนี้ทุกครั้ง และฉันก็ชอบที่จะมองเข้าไปด้วยสิ
แปลกที่เขาเองก็ไม่เบือนหน้าหลบสายตาฉันสักครั้ง
ฉันเชื่อนะที่เขาว่ากันว่า สายตาบ่งบอกความรู้สึก
และบางครั้งสายตา..สำคัญกว่าคำพูดเสียอีก


แล้ววันพรุ่งนี้ที่ฉันกลัวก็มาถึง
ไม่รู้เหมือนกันแฮะ ว่าผ่านมันมาได้ยังไง
ฉันรู้แค่ว่าเราสองคนทำตัวเหมือนปกติ เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
เรายิ้ม เราหัวเราะกันได้อย่างเดิม
เออแฮะ.. มันง่ายกว่าที่คิด ปล่อยตามธรรมชาติ
ตั้งแต่วันที่ฉันรู้เรื่องนั้น..ฉันเลิกหวังให้เขามาเป็นแฟนฉันแล้วล่ะ
ฉันรู้แค่ว่าตอนนี้เรามีความรู้สึกดีๆ ให้กัน แค่นี้ก็พอแล้ว
ฉันถือว่าฉันได้บอกไปแล้ว และเขาก็ทำให้ฉันรู้สึกดีกับคำตอบของเขามาก
เขาไม่เปลี่ยนไปเลยสักนิดเดียว เขาไม่ได้ถอยห่างอย่างที่ฉันคิดไว้
เขายังเหมือนเดิม ฉันยังเหมือนเดิม เรายังเหมือนเดิม โอย โล่งใจสุดๆ :)


เราไม่มีเวลามานั่งคิดจุกจิกกันมากกว่านี้
เพราะเริ่มเรียนหนักมากขึ้น กิจกรรมเข้ามาเยอะขึ้น
นอกจากจะได้ใช้เวลาร่วมกันในการเตรียมอุปกรณ์ในการจัดกิจกรรมต่างๆ
มีอยู่บ่อยครั้งที่ฉันและเขาได้จับคู่เพื่อทำกิจกรรมร่วมกันโดยเฉพาะ
..งานพิธีกร..


วันไหว้ครูของคณะเป็นหนึ่งในนั้น
ที่เราสองคนได้รับเลือกให้เป็นพิธีกรของงาน
คืนก่อนหน้านั้นก็มานั่งเขียนสคริปท์ด้วยกันค่อนคืน
รวมทั้งไปหาอาจารย์ท่านนึงเพื่อขอคำปรึกษาการใช้ภาษาด้วย
เพราะต้องดำเนินพิธีด้วยภาษาไทยและภาษาอังกฤษไปพร้อมๆ กัน


ถือเป็นงานทางการงานแรกที่ต้องทำร่วมกัน
เกร็งและกลัวมากว่าจะผิดพลาด แต่ถึงเวลาจริงๆ แล้ว
มันผ่านไปได้ด้วยดีมาก ดีใจและภูมิใจจังที่เราสองคนผ่านเวลานั้นกันมาได้
รวมถึงงานพิธีกรอีกหลายต่อหลายครั้ง งานบายเนียร์หรืองานประชุมใดๆ ก็ตาม
เราสองคนมักจะได้รับการหยิบยื่นโอกาสดีๆ เหล่านี้เสมอ :)
จนฉันลืมไปเลยว่า ฉันยังต้องการอะไรจากเขาอีก..
นั่นเพราะมันไม่มีอะไรที่ต้องการมากไปกว่านี้อีกแล้ว


ผ่านไปแล้วอีกหนึ่งปี เร็วจัง..
ได้เวลาฝึกงานกันอีกครั้ง สามเดือนนี้เราจะเอายังไงกันดี
เราสองคนนั่งปรึกษากันว่าลองเปลี่ยนบรรยากาศดูมั้ย
สรุปมาลงตัวที่ "กรุงเทพฯ" เขาและฉันเลือกที่ฝึกงานที่เดียวกัน
ก่อนจะฝึกงาน ฉันและเขาต้องเดินทางเข้ากรุงเทพฯ
เพื่อจัดการเรื่องเอกสารและเรื่องสัมภาษณ์กันก่อนสองถึงสามวัน
เราสองคนไม่มีที่ไป ยังไม่รู้ว่าจะไปพักที่ไหนระหว่างนี้
แต่ท้ายที่สุดก็ได้หอพักของพี่สาวเขาเป็นที่พักพิง
ฉันได้รู้จักพี่สาวเขาและเป็นญาติเขาคนแรกที่ฉันมีโอกาสได้พูดคุยด้วย
พี่สาวเขาน่ารักมาก ดีกับฉันมาก และอัธยาศัยดีพอๆ กับเขา
ฉันสนิทกับพี่สาวเขาได้ไม่ยาก
ด้วยความเป็นกันเองของพี่สาวเขาด้วยล่ะมั้ง
พี่สาวเปิดห้องอีกห้องให้เราสองคนพัก
ฉันไม่เคยบอกแม่เลยว่าฉันต้องนอนห้องเดียวกับเขา
ถ้าแม่ฉันรู้สงสัยจะปรบมือลั่น ลูกฉันจะเป็นฝั่งเป็นฝาเสียที ไม่ใช่!!
เพื่อความสบายใจของทุกฝ่าย ฉันเลือกจะไม่บอกใครเรื่องนี้
นั่นคงเป็นครั้งแรกที่ฉันเกลียดความเงียบยามค่ำคืน
มันไม่ได้ทำให้ฉันข่มตาหลับลงได้เลย..
เขาบริสุทธิ์ใจ ฉันบริสุทธิ์ใจ แต่กว่าจะหลับตาลงได้
ก็เล่นเอาฉันเครียดไปร่วมชั่วโมง.. เฮ่อ..


แล้วช่วงเวลาของการฝึกงานก็มาถึง
เราเช่าหอพักกึ่งๆ คอนโดอยู่ด้วยกันสามคน
((รวมเพื่อนอีกคนที่ฝึกงานอยู่ใกล้ๆ กัน))
ที่พักใกล้ที่ฝึกงานมาก สะดวกสบายที่สุด
เขาทำงานคนละช่วงเวลากับฉัน สบายใจได้
ฉันหลับเขาทำงาน เขาหลับฉันทำงาน
และสามเดือนนั้นก็ผ่านไป..
ยิ่งสนิทกันมากเข้าไปอีก ตอนนี้แค่มองตาก็รู้ใจแล้ว
แต่อย่างไรก็ตาม ..เรายังเป็นเพื่อนที่ดีต่อกัน..
ฉันหลอกตัวเองไม่ได้ นี่เป็นสิ่งที่ฉันต้องเตือนตัวเองเสมอๆ


เปิดเทอมอีกครั้ง..เราโตขึ้นกันอีกปี
ความรู้สึกของฉันเริ่มเปลี่ยนไปนิดๆ
ไดอารี่ที่ฉันเคยเขียนถึงเขาทุกวัน
เริ่มหยุดไปบ้างเป็นบางช่วง
เพราะความห่างเหินที่ฉันสร้างขึ้นมาเป็นเกราะป้องกันตัวเอง
และอาจเพราะฉันรู้ว่าฉันไม่มีหวังอะไรแล้ว
พยายามจะไม่คิดอะไรเกินเลย เพราะอยากรักษามิตรภาพดีๆ ไว้
แต่เขาก็มักจะทำอะไรให้ฉันหวั่นไหวได้ทุกทีสิน่า
วันวาเลนไทน์ที่ไม่เค้ย ไม่เคยแม้แต่จะพูดอะไรหวานๆ
วาเลนไทน์ปีนั้นฉันจำได้แม่นเลยล่ะ
ว่าเขาส่ง sms มาอวยพรวันวาเลนไทน์
และตบท้ายด้วยคำว่า "รัก"
หัวใจฉันก็พองโตไปอีกแล้ว โดยที่ไม่รู้หรอกว่าจริงๆ
เขาอาจจะส่งข้อความแบบเดียวกันนี้ไปให้เพื่อนทั้งคณะก็ได้


เวลาผ่านไป..ด้วยความบังเอิญหรือยังไงก็ตามแต่
ที่จู่ๆ คนที่ฉันเคยแอบปลื้มต่างคณะ
ฉันปลื้มในความน่ารัก ขาวๆ ตี๋ๆ ของเขา กลับเดินเข้ามาจีบฉันซะอย่างงั้น
ผู้ชายคนนี้เข้ามาในช่วงที่ฉันกำลังต้องการถอยห่างจากเขาพอดี
คนนี้ที่ฉันบอกว่าปลื้ม ฉันแค่ชอบหน้าตา ฉันเคยกระซิบบอกเพื่อนว่า
คนนี้น่ารักดีนะ ไม่ได้คิดอะไรไปมากกว่านี้ แต่แล้ววันนึงกลับมาจีบฉันซะนี่
เขาเป็นนักศึกษาอยู่คณะใกล้ๆ กัน
อันที่จริงก็เท่ไม่หยอกนะ มีแฟนเรียนวิศวะเนี่ย


ฉันยินดีที่มีเพื่อนต่างคณะเข้ามาเป็นเพื่อนเพิ่มอีกคน
แต่ฉันไม่พร้อมที่จะเริ่มต้นใหม่กับหนุ่มต่างคณะคนนี้
เคยมีโอกาสออกไปกินข้าวด้วยกัน และเขาคนนี้กลับมาส่งฉันที่หอ
แล้วสิ่งที่ฉันเห็นคือ เขาคนเดิม นั่งอยู่ที่ม้านั่งตัวเดิม
เขามองหน้าฉันและแซวฉันเรื่องหนุ่มวิศวะคนนี้
เขาไม่ร่าเริงเหมือนเดิม ฉันรู้สึกแบบนั้น
อาจจะเป็นเพราะเขาแค่รู้สึกว่ากำลังจะเสียเพื่อนไปล่ะมั้ง
แต่ความจริงแล้วฉันไม่รู้หรอกว่าเขารู้สึกยังไง
ฉันกลัวฉันคิดไปเองแบบผิดๆ ว่าเขาหึง..


ฉันเห็นสายตาเขาคืนนั้น บวกกับความไม่พร้อม
ทำให้ฉันค่อยๆ ถอยห่างจากหนุ่มวิศวะหน้าตาน่ารักคนนี้
ฉันขอโทษนายนะ ขอโทษจริงๆ
((ตอนนี้เขาเป็นแฟนกับเพื่อนฉันไปแล้ว มีความสุขมากซะด้วย))
มานึกเสียดายตอนนี้ก็คงไม่ทัน แต่อย่าดีกว่า
ฉันว่าตอนนั้นฉันตัดสินใจถูกต้องที่สุดแล้ว
ไม่ใช่เพื่อเขา แต่เพื่อฉันและหนุ่มคนนั้นต่างหาก
หยุดเสียตอนนี้.. เพื่อความสุขความสบายใจของทุกคน
ตราบใดที่ความรู้สึกฉันยังคาราคาซังอยู่กับเขา
ฉันคงเริ่มต้นใหม่กับใครไม่ได้ทั้งนั้น


ไม่ได้มีแค่หนุ่ม ต. ต่างคณะคนเดียวที่เข้ามาวนเวียนในชีวิตฉัน
ในปีสุดท้ายของการฝึกงาน มีรุ่นพี่มหา'ลัยนามว่า ต. ((อีกแล้ว)) เข้ามาจีบฉัน
อายุเราห่างกันราว 3-4 ปี เพราะพี่เขาทำงานอยู่ที่นั่น
บวกกับเป็นพี่ที่ต้องเทรนฉันตลอดช่วงฝึกงาน
เลยสนิทกันได้ไม่ยาก.. เราสนิทกันเร็วมาก..
ฉันประทับใจในความเป็นผู้ใหญ่ของพี่เขา
แล้วฉันก็ตัดสินใจคบกับพี่ต.
โดยที่ฉันเองไม่ลืมที่จะบอกเขาซึ่งฝึกงานอยู่อีกจังหวัดให้รับรู้


เขาเชื่อในการตัดสินใจของฉัน
แต่ฉันจำได้ว่าเขาถามย้ำแล้วย้ำอีก
ว่าแน่ใจใช่ไหม เพราะพี่ ต. คนนี้ เคยมีข่าวไม่ดีมาบ้างพอสมควร
ฉันรู้ว่าเขาเป็นห่วงฉันกับการตัดสินใจครั้งนี้
ระหว่างที่ฉันคบกับพี่ ต.
ฉันกับเขายังคุยกันเหมือนเดิม
ถึงจะอยู่ไกลกัน แต่เราไม่เคยขาดการติดต่อ
พี่ ต. เขาหึงฉัน เขาถามฉันตลอดว่าคุยกับใคร ทำไมต้องคุยกันบ่อยๆ
ฉันอธิบายให้พี่ ต. เข้าใจถึงสถานะ
และความสัมพันธ์ของเราสองคนจนพี่เขาเข้าใจดี


และก็ไม่ผิดจากที่เขาเคยเตือนเลย
วันนึงฉันก็ต้องจบความสัมพันธ์กับพี่ ต. ลง
เพราะความมักมากและเห็นแก่ตัวของผู้ชาย
ฉันเสียใจ ร้องไห้ฟูมฟายมากมายเหลือเกินกับรักครั้งนี้
กระทั่งเพื่อนฉันหลายคน ต้องผลัดกันเข้ามาปลอบใจ
บางคนถึงกับต้องมานอนที่ห้องเป็นเพื่อน เพราะกลัวฉันจะคิดสั้น!
บางคนก็โทรเช้า โทรเย็น เพื่อเช็คว่าฉันยังโอเคอยู่
พี่เขาทำให้ฉันหมดศรัทธากับคำว่ารัก
ฉันไม่เชื่อว่าบนโลกนี้จะมีผู้ชายที่จริงใจกับฉันอีกแล้ว
มันก็หลอกลวงกันทุกคน จะมีใครกันที่รักฉันอย่างจริงใจ


และก็เป็นเขาอีกนั่นล่ะที่เป็นฝ่ายพูดปลอบใจฉัน
และเตือนฉันให้มีสติกลับมาอีกครั้ง ฉันจำได้แม่นที่เขาบอกฉัน
"You are learning.. not losing the love"
ฉันดีใจจริงๆ ที่ฉันตัดสินใจเลิกกับพี่ ต.
และพี่คนนั้นก็ไม่มีตัวตนอีกเลยในสายตาฉันตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา


ฉันรู้สึกขอบคุณเขาคนที่ฉันรักที่ไม่ว่ายังไงก็ยังมีความหวังดีให้ฉันเสมอมา
ทำไมถึงดีกับฉันได้ขนาดนี้นะ
ไม่เคยทำให้ฉันเจ็บช้ำน้ำใจเหมือนผู้ชายคนนั้นเลยสักนิดเดียว
ฉันรักเขาจริงๆ ให้ตายเถอะ


..



มีใครประทับใจกับหนังเรื่องรักแห่งสยามบ้างไหม
ฉันเป็นคนนึงที่นั่งดูหนังเรื่องนี้ในโรงถึง 5 รอบ
เพื่อนฉันบอกว่าฉันบ้าไปแล้ว แกจะอินอะไรขนาดนั้น
ฉันชอบ ฉันรักหนังเรื่องนี้ ทุกสิ่งทุกอย่างที่รวมมาเป็นหนังเรื่องนี้
มันกำลังพอดีและดีพอ..


ฉันแอบน้ำตาซึมกับเรื่องของ ..หญิง..
มันไม่ต่างอะไรกับเรื่องของฉันเลยสักนิดเดียว
เหมือนซะจนอยากจะร้องไห้ออกมาตรงนั้น
ฉันเคยคิดเวลาที่ดูหนัง ดูละคร
ว่าคนเราจะทุ่มเท จะรักใครได้มากมายขนาดนี้เชียวหรือ
แล้วมันก็เกิดขึ้นแล้วกับตัวฉันเองจริงๆ


...


 


และแล้ววันที่เราสองคนต้องจากลากันจริงๆ ก็มาถึง
จบปีสี่ ต่างคนต่างต้องแยกย้ายไปทำงาน..ต่างต้องไปเพื่ออนาคต
ถ้าไม่นับวันรับปริญญาแล้ว คงเป็นวันนี้สินะที่ฉันกับเขาต้องจากลากันจริงๆ


ย้อนกลับไปเมื่อวันสิ้นปี 2549 และเป็นวันเดียวกับวันคล้ายวันเกิดเขา
ฉันนัดกับเขาไว้ว่าเราจะไป count down ด้วยกัน
แต่แล้วก็มีเหตุให้ต้องคลาดไป เพราะฉันมีงาน MC ต้อนรับปีใหม่
ในขณะที่เขาก็รับจ๊อบเป็น MC อีกที่หนึ่งเช่นกัน
กว่าจะกลับถึงห้องก็เกือบๆ ตีสอง
ต่างคนต่างเหนื่อยจากการทำงาน
ฉันโทรหาเขาและนัดเจอกันหน้าหอพัก
ฉันอวยพรวันเกิดเขาตามลำพัง ฉันเห็นรอยยิ้มเขาที่ยืนฟังฉันอวยพรวันเกิด
และวันนั้นเองฉันตัดสินใจให้ของขวัญชิ้นหนึ่งกับเขา
ของขวัญที่ว่าคือ ไดอารี่เล่มสำคัญที่สุดเล่มนั้น ที่ฉันเคยบอกไปว่า
ฉันบันทึกเรื่องราวทุกอย่างของเขาเอาไว้ตั้งแต่วันแรกที่เราเจอกันจนถึงวันนี้
ก่อนที่ฉันจะตัดสินใจมอบให้เขา ฉันไม่ได้ย้อนกลับไปอ่านหรอกนะ
ว่าฉันเขียนอะไรถึงเขาลงไปบ้าง
แต่ที่ฉันแน่ใจคือ..มันต้องมีเรื่องแย่ๆ ที่ฉันระบายใส่ไดอารี่แน่ๆ โอ๊ะ งานเข้าแล้ว..
แต่ช่างเถอะ เมื่อฉันตัดสินใจว่าจะให้ ก็คือให้


ฉันยื่นของขวัญชิ้นนี้ให้เขากับมือ
เขารับมาแบบงงๆ พร้อมถามว่ามันคืออะไร
ฉันบอกไปว่า เอาน่า รับๆ ไป เอาไปนั่งอ่านขำๆ ละกัน
เขารับไปแต่โดยดี..แล้วเราก็แยกย้ายกันไปนอน


ฉันใจเต้นรัว กังวลกับวันพรุ่งนี้อีกแล้ว
นี่ฉันให้ไดอารี่เขาไปทำไม แล้วพรุ่งนี้จะเป็นยังไง
ถ้าเขาอ่านแล้วไม่พอใจ ฉันจะทำยังไง เราจะไม่ได้เจอกันอีกแล้วนะ
ฉันไม่อยากให้ไดอารี่เป็นตัวกลางที่ทำให้เราจากกันด้วยไม่ดี
คิดมากอีกแล้วเรา


เช้ารุ่งขึ้นที่ฉันไม่อยากให้มาถึง มันก็มาถึงแล้วจนได้
ฉันได้รับข้อความจากเขาว่ากลับบ้านแล้วนะ
พร้อมกับข้อความสั้นๆ ว่าฝากของไว้ให้ ให้เข้าไปเอาที่บ้านเพื่อนคนนึง
ฉับรีบรุดไปที่บ้านหลังนั้นทันทีที่อ่านข้อความจบ
ฉันมาถึงบ้านหลังนั้นและเหลือบเห็นถุงใบเล็กๆ
แขวนอยู่ที่หน้าประตูห้องด้านในของบ้าน
ฉันหยิบขึ้นมาและรีบนำกลับห้องทันที..
ให้ทายว่าข้างในมันคืออะไร?????!!!!!!!!


 ...



ฉันค่อยๆ เปิดถุงอย่างทะนุถนอม
มีอะไรหลายอย่างอยู่ในนั้น..........
อย่างแรกเป็นซองจดหมายสีขาวปิดผนึกอย่างดี
ฉันจำลายมือหวัดๆ ของเขาได้แม่น..
ลายมือที่เขียนจ่าหน้าซองถึงฉัน ใส่ชื่อ รหัสนักศึกษา และที่อยู่เสร็จสรรพ
รวมถึงชื่อที่อยู่ผู้ส่งที่ระบุรายละเอียดของตัวเขาเอง
และติดแสตมป์น่ารักๆ มาอีกหนึ่งดวง


อย่างที่สองที่เล่นเอาฉันอึ้งไปพักใหญ่
คือ ป้ายแขวนคอชื่อเขาที่ใส่ในวันรับน้องตอนปี 1
วันนั้น..วันที่ฉันเจอเขาครั้งแรก..


และอย่างสุดท้ายที่ทำเอาฉันร้องไห้เป็นเผาเต่า น้ำตาไหลไม่หยุด..
เพราะมันคือกระดาษแผ่นนั้น
กระดาษคำถามคำตอบกิจกรรม Walk Rally ในวันรับน้องวันแรก
ที่มีเขาเป็นหัวหน้ากลุ่มและฉันเป็นเลขาฯ
ฉันจำลายมือเน่าๆ ของฉันที่เขียนตอบคำถามลงไปได้เป็นอย่างดี
กระดาษสองแผ่นที่ระบุทั้งคำถาม วิธีเล่นเกมส์ รวมถึงรายชื่อเพื่อนในกลุ่ม
ซึ่งระบุชื่อเขาเป็นชื่อแรกและมีชื่อฉันห้อยท้าย


..เขายังเก็บไว้..
ฉันเสียน้ำตามากมายกับของที่เขาส่งให้ฉัน


นี่ฉันยังไม่เปิดซองจดหมายนั่นดูเลยนะ
ยังจะมีอะไรให้ฉันประหลาดใจอีกไหม
..


 


ฉันเริ่มเปิดซองจดหมายฉบับนั้นอย่างเบามือที่สุดเท่าที่จะทำได้
มันเป็นสิ่งเดียวที่ฉันจะเก็บไว้เป็นความทรงจำเมื่อนึกถึงเขาเลยต้องถนอมกันหน่อย
ในซองบรรจุกระดาษ A4 พับอย่างดี ฉันหยิบกระดาษแผ่นนั้นมาคลี่อ่าน
ลายมือที่คุ้นเคย เรียงตัวกันเป็นระเบียบจนเต็มหน้า
ฉันค่อยๆ อ่านทีละคำ ทีละประโยค
อ่านวนไปวนมานับสิบรอบ พยายามถือให้ห่างจากใบหน้าตัวเอง
เพราะตอนนี้น้ำตามันไหลกรูลงมาอีกแล้ว


เขาเรียงร้อยถ้อยคำได้ดีมาก 
เขาเขียนความรู้สึกของตัวเขาเอง
เขาเขียนความรู้สึกที่มีต่อฉัน 
เขาขอโทษและขอบคุณฉันสำหรับทุกอย่างที่ผ่านมาตลอด 4 ปี
และลงท้ายด้วยคำว่า "รัก" 


จนถึงตอนนี้ฉันร้องไห้ไม่หยุด จะมีใครเข้าใจความรู้สึกของฉันมั้ยนะ
ว่าฉันรอคอยความรู้สึกนี้มานานแค่ไหน ฉันนอนร้องไห้จนแทบจะหมดวัน



เขาเป็นผู้ชายที่ใครได้เป็นแฟนหรือกระทั่งคู่ชีวิตคงโชคดีมากที่สุด
แต่โชคนั้นคงไม่ตกมาอยู่ที่ฉันหรอก..ฉันรู้ดี
เขาเป็นคนฉลาด มีความเป็นผู้นำสูง
ฉันชอบฟังเวลาเขาตัดสินใจอะไรสักอย่าง
ฉันอยากรู้ว่าเขาจะตอบจะเลือกอะไรยังไง
ทุกอย่างมีเหตุมีผลเสมอ เขามีสติกว่าฉันมาก
ไม่ว่าจะเกิดเรื่องอะไรขึ้น จะเป็นฉันทุกครั้งที่สติแตกและคิดอะไรวู่วาม
ใจร้อนทำอะไรลงไปแบบไม่คิดหน้าคิดหลัง
ผิดกับเขาที่นิ่ง..จนบางทีฉันวิตกว่านิ่งเกินไปรึเปล่า
แต่ฉันคิดผิด สิ่งที่เขาตัดสินใจพูดหรือกระทำลงไป
ท้ายที่สุดแล้วฉันก็เห็นดีด้วยกับความคิดของเขาแทบทุกครั้ง


เวลาหลายคนถามว่าฉันชอบผู้ชายแบบไหน
ฉันมักจะบอกเสมอว่า ฉันชอบผู้ชายที่เป็นคน..คนที่รู้จักคิด
คิดเป็น รู้ว่าอะไรควรไม่ควร และที่สำคัญมีอารมณ์ขัน
ซึ่งทั้งหมดรวมอยู่ในตัวเขา


.....



ในวันรับปริญญา ฉันดีใจ ที่ฉันมีโอกาสได้พบและทักทายครอบครัวของเขา
เขาแนะนำฉันให้รู้จักญาติเขาทั้งบ้าน เยอะแยะมาก
ฉันได้ถ่ายรูปร่วมกับครอบครัวเขา แต่รูปนั้นอยู่ที่ไหนก็ไม่รู้ได้
เดี๋ยวจะลองถามเขาดู อยากจะเห็นเหมือนกันนะ
ก่อนจากกัน ฉันยื่นกรอบรูปให้เขาเป็นของขวัญวันรับปริญญา
เป็นกรอบรูปที่เป็นรูปฉันและเขาในอิริยาบถต่างๆ
ฉันเชื่อว่าถ้าใครมาเห็นคงหมั่นไส้ในท่าแอ็คของเราสองคนไม่น้อย
คงไม่มีใครเชื่อว่าเป็นแค่เพื่อนกันจริงหรือ
ที่บ้านเขาหยิบมาดูแล้วก็แซวกันยกใหญ่
ครั้งนี้ฉันเขินของจริง ไม่เคยเจอครอบครัวเขานี่
โดนแบบนี้ใครจะไม่เขินล่ะ :D



........


 


ถึงฉันจะบอกไปว่าฉันและเขาต้องจากลา
เขาเดินทางไปกรุงเทพฯ เพื่อทำงานและใช้ชีวิตอย่างมีความสุขที่นั่น
เขามีเพื่อนใหม่ เขามีสังคมใหม่ ที่ต่างไปจากเดิม
ต่างไปจากชีวิตในมหาวิทยาลัยราวฟ้ากับดิน
ส่วนฉันก็มีชีวิตเดิมๆ ที่บ้านเกิดของฉัน
ทำงานเรียบๆ ง่ายๆ ไม่วุ่นวาย
หรือบางทีอาจจะเรียบจนเกินไปด้วยซ้ำ
แต่แล้วฉันก็ทนความคิดถึงเขาไม่ไหว
ฉันตัดสินใจบินไปหาเขาที่กรุงเทพฯ
ฉันจำไม่ได้แล้วล่ะว่าจริงๆ แล้วฉันตั้งใจจะไปทำอะไรกันแน่
นอกจากเพื่อพบเจอเขา..

ฉันพักอยู่ที่หอพักเขาตลอดช่วงสี่ห้าวันที่นั่น
ฉันรู้สึกว่าเขาเปลี่ยนไป เขาทำให้ฉันรู้สึกเหมือนเป็นคนอื่น
หรือเขาอาจจะเหมือนเดิม
แต่ชัดเจนกับความรู้สึกตัวเองมากกว่าเมื่อก่อนก็เป็นได้
อยู่ใกล้กันจนลมหายใจแทบจะรดหน้า แต่รู้สึกราวกับอยู่กันคนละโลก
ที่เขาทำแบบนี้เพื่อจะย้ำให้ฉันเลิกคิดเลิกหวังเสียทีใช่มั้ย
ฉันกลับจากที่นั่นมาทำงานแบบว่างเปล่า ไม่เจ็บ แต่แค่ชาๆ
ปล่อยให้เวลามันผ่านไป เวลาจะรักษาหัวใจฉันให้หายได้เอง
แล้วมันก็จริง.. เมื่อฉันไม่ได้เจอ เมื่อเราขาดการติดต่อ..
ฉันก็ลืมเขา ไม่สิ ฉันแค่ไม่นึกถึงเขาไปช่วงเวลานึงเท่านั้นเอง
ฉันไม่เคยลืมเขา แต่บางช่วงที่ฉันต้องอยู่กับตัวเอง
อยู่กับปัจจุบัน ทำให้ฉันเลิกอยู่กับความทรงจำที่มีเขาไปชั่วขณะ


...


 


แต่แล้วโชคชะตาก็แปรผัน
วันนึงฉันตัดสินใจลาออกจากที่ทำงานเก่า
ด้วยเหตุผลสั้นๆ ว่า ฉันจะเรียนต่อปริญญาโท
และฉันก็สอบผ่านเข้ามหา'ลัยแห่งหนึ่งซึ่งตั้งอยู่ในกรุงเทพฯ
ชีวิตฉันเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่
ฉันต้องเตรียมตัวย้ายที่อยู่ ไปเจอสังคมใหม่ ที่ทำงานใหม่
ที่เรียนใหม่ เพื่อนร่วมงานใหม่ เพื่อนมหา'ลัยใหม่ๆ
ฉันผ่านช่วงเวลานั้นมาได้ กระท่อนกระแท่นแต่ก็ลงตัวในที่สุด
ช่วงแรกที่ฉันย้ายเข้ามาอยู่ในกรุงเทพฯ
ฉันมีโอกาสได้นัดเจอกับเขาหลายต่อหลายครั้ง
ทุกครั้งที่เจอหน้ากัน กลายเป็นฉันเองอีกแล้ว..
ที่ดึงเอาความทรงจำเก่าๆ กลับมา เจ็บไม่เคยจำเลย
ฉันดีใจนะที่เรายังมีโอกาสเจอกัน ได้กิน ได้เที่ยวด้วยกันอีก
บางครั้งก็ไปกินข้าวกับพี่สาวและญาติๆ เขา
บ้างก็ไปเที่ยวกับเขาและน้องชายเขา
ฉันยังเป็นเพื่อนสนิทของเขาอยู่ใช่มั้ย .. เขายังไม่ลืมฉันใช่มั้ย


ครั้งนึงที่เราเจอกันที่นี่
เขาถือตุ๊กตาหมีตัวเล็กๆ สีน้ำตาลอ่อน
เดินเข้ามาหาฉันแล้วยื่นให้ฉัน
ฉันมองแบบงงๆ รับมาจับเล่นอยู่พักใหญ่
แล้วถามเขาว่าเอามาจากไหน น่ารักจัง
เขาบอก "ให้เธอ" ฉันนิ่งอึ้งไปพักนึง..
ใครอาจมองว่ามันเป็นเรื่องธรรมดามาก
แต่สำหรับฉัน มันเป็นของขวัญชิ้นแรกแบบจริงๆ จังๆ ที่เขามอบให้ฉัน
ฉันถามว่าให้เนื่องในโอกาสอะไร
เขาเงียบแทนคำตอบ..
แล้วตุ๊กตาตัวน้อยตัวนี้ก็ยังนั่งจุ้มปุ๊กอยู่บนหัวเตียงฉันตั้งแต่นั้นมา :)


ช่วงปีสองปีที่ผ่านมา
เราเจอกันน้อยครั้งลง ขนาดอยู่ใกล้กันแค่นี้
ยังหาโอกาสเจอกันไม่ได้ ฉันรู้ว่าเขามีเพื่อนเยอะ
มีสังคมที่ใหญ่ขึ้นจากเดิมมากๆ
บวกกับตัวตนของเขาที่ชอบเที่ยว ชอบสังสรรค์ด้วยแล้ว
คงสนุกสนานไปใหญ่ ฉันคงเป็นคนท้ายๆ ที่เขาจะนึกถึง
แต่ถึงจะเจอกันน้อยครั้ง ฉันกลับรู้สึกอบอุ่นใจทุกครั้งที่ได้เจอ
ก่อนจากกันทุกครั้ง เขาจะเดินมาส่งฉันที่ประตูทางเข้ารถไฟฟ้า
และไม่ได้มาส่งเปล่าๆ เราหันมากอดกันทุกครั้งก่อนแยกย้ายกันไป
ฉันว่าพี่รปภ.หน้าทางเข้า คงตกใจที่จู่ๆ
มีผู้หญิงผู้ชายมายืนกอดกันในที่สาธารณะขนาดนี้
อายมั้ย..ตอบได้เลยว่าอาย..
ทั้งที่ใจอยากจะยืนกอดเขาให้นานกว่านี้
แต่เอาเข้าจริงฉันไม่กล้าทำอะไรแบบนี้ต่อหน้าผู้คนเยอะๆ หรอกนะ



ช่วงปลายปีนั้น
ใกล้เข้ามาแล้วสินะ วันเกิดเขา..วันสิ้นปี
ฉันโทรนัดเขาออกไปกินข้าว ดูหนังกันมั้ย
โชคดีที่เขาไม่ได้มีนัดกับใครที่ไหน
ฉันถามเขาตลอดว่ามีแฟนมั้ย
เพราะฉันกลัวว่าฉันไปดึงช่วงเวลาที่เขาควรมีความสุขกับแฟนเขามารึเปล่า
เมื่อเขาตอบว่าไม่ ฉันเลยสบายใจ


เราดูหนัง เรากินข้าวด้วยกัน
มีความสุข มีเสียงหัวเราะด้วยกันเหมือนเคยๆ
ด้วยความที่เราโตขึ้นมาก เป็นผู้ใหญ่มากขึ้น
ทำให้ฉันอดเกร็งไม่ได้เวลาเดินเคียงข้างเขา
มันไม่ใช่เมื่อก่อนตอนเด็กๆ
ตอนนี้จะทำอะไรต้องคิดหน้าคิดหลังกว่าเก่า
คืนนั้นเรารอ countdown ด้วยกันหน้าห้างเซ็นทรัลเวิลด์
คนเยอะเหลือเกิน แออัดไปทั่วบริเวณลานหน้าห้าง
ก่อนหน้านั้นเราสองคนเดินข้ามไปวัดปทุมฯ เพื่อไหว้พระทำบุญ
ส่งท้ายปีเก่าและต้อนรับปีใหม่ๆ ที่จะเข้ามา
รวมถึงเขาที่ถวายสังฆทานในวันเกิดตัวเอง
เสร็จแล้ว ก็เดินย้อนกลับไปเซ็นทรัลเวิลด์อีกครั้งเพื่อรอเวลาเที่ยงคืน
เขาจูงมือฉันตลอดเวลาที่ต้องเดินฝ่าผู้คนเพื่อแทรกตัวเข้าไปในบริเวณงาน
ฉันปล่อยให้เขาจูงมือเดินไปเรื่อยๆ..อุ่นใจจัง..
เราสองคนถ่ายรูปเล่นกันเพื่อฆ่าเวลาไปเยอะแยะมากมาย
กระทั่งได้ยินดังก้องว่า
10...
9..
8..
7..
6..
5..
4..
3..
2..
1..



เสียงพลุดังทั่วฟ้า
เราหันมามองหน้ากันแล้วเอ่ยพร้อมกันว่า
"แฮปปี้นิวเยียร์"
เขาและฉันต่างคนต่างดึงตัวเข้ามากอดกันแน่น
"มีความสุขมากๆ นะ"
เป็นอีกคืนส่งท้ายปีเก่าและคืนวันเกิดเขาที่ฉันมีความสุขสุดๆ


จบจากการเฉลิมฉลองปีใหม่
เราสองคนแวะ McDonald ตรงหน้าอมรินทร์
รอให้ผู้คนทยอยกลับกันไปก่อน เพราะคนเยอะเหลือเกิน
เขาหยิบโทรศัพท์ฉันมากดเล่น กดดูข้อความ
แล้วเอ่ยถามฉันขึ้นมาว่า "ใครคือต.?" ((ผู้ชายคนที่สามซึ่งมีชื่อขึ้นต้นด้วย ต. อีกแล้ว))
เขาคงถามขึ้นมาโดยไม่มีเจตนาอะไร
แต่เป็นฉันเองอีกแล้วที่คิดมากไปว่า เขาคิดอะไรรึเปล่า ไม่งั้นเขาจะถามขึ้นมาทำไม
ฉันเก็บความรู้สึกนี้ไว้เงียบๆ แล้วบ่ายเบี่ยงกับเขาว่า ต. คือเพื่อนใหม่
รู้จักไม่นานนี้เอง เป็นเพื่อนเฉยๆ นะ แต่ฉันไม่ได้บอกเขาไปนะ
ว่า ต. คนนี้เป็นผู้ชายอีกคนที่เข้ามาในชีวิตฉันและทำให้ฉันมีความสุขในช่วงเวลานึง
ฉันและ ต. ไม่ได้จริงจัง เราไปดูหนัง กินข้าวกันบ้างตามแต่โอกาสจะมี ไม่บ่อยเลย
ยิ่งช่วงหลังมานี้แล้ว โอกาสเจอกันแทบจะไม่มี ต. กลับไปทำงานที่บ้านเกิดของเขา
และฉันก็ยังอยู่ตรงนี้ที่เดิม..

ฉันผ่านคืนนี้วันส่งท้ายปีใหม่มาแบบอิ่มเอม..


..


และอีกครั้ง ล่าสุดที่ฉันและเขาได้มีความทรงจำดีร่วมกัน
คือวันที่เขาโทรมาหาฉันและชวนฉันไปเที่ยวฮ่องกงและมาเก๊าด้วยกัน
ฉันตื่นเต้นดีใจ ทำอะไรไม่ถูก แต่รับปากไปเป็นมั่นเป็นเหมาะว่าไปแน่ๆ

หลังจากวางสายจากเขา..นี่แหละปัญหา
ฉันต้องใช้ความคิดอย่างหนักในการหาวิธีลางานในช่วงที่พีคสุดๆ ให้จงได้
ใครจะรู้ว่าจู่ๆ เขาดันมาชวนไปเที่ยวในช่วงวันตรุษจีนและหรือวันเดียวกับวันวาเลนไทน์!!


ฉันหาวิธีลางานไปจนได้ ขอบคุณพี่ร่วมงานที่เข้าใจฉัน ณ จุดๆ นี้
และวันนั้น วันที่ฉันรอคอยมาตลอดก็มาถึง
ทริปฮ่องกง/มาเก๊า 4 วัน 3 คืน

วันเดินทาง..เขากระซิบกับฉันว่า
เราแกล้งทำตัวเป็นคู่รักกันมั้ย
เผื่อว่าทางโรงแรมจะมีโปรโมชั่นอะไรให้คู่รักในวันวาเลนไทน์บ้าง ((แสดงถึงความมัธยัสถ์สุดๆ))
เขาพูดให้ฉันขำเล่นไปอย่างนั้น แต่ในใจฉันนี่สิ คิดอะไรไปอีกแล้ว
เอาเข้าจริงๆ ฉันก็ทำไม่ได้และเขาก็ทำไม่ได้หรอก มันไม่มีทางเป็นไปได้อยู่แล้ว

อยู่บนเครื่อง ฉันจำได้ว่ามีช่วงที่เครื่องบินตกหลุมอากาศ
ฉันตกใจมาก เราสองคนกุมมือกันแน่น
ฉันสัมผัสได้ถึงความอบอุ่นและความปลอดภัยจากอุ้งมืออุ่นๆ นั้น
ดูสิ แค่เริ่มต้นทริปเขาก็ทำฉันใจสั่นไปหมดแล้ว เฮ่อ..

เราไปถึงโรงแรมในมาเก๊าด้วยความปลอดภัย
ทุกอย่างได้ถูกจัดเตรียมไว้แล้ว ซึ่งหมายถึงห้องในโรงแรมหรูห้าดาว
ครั้งนี้เราไปพักกันที่โรงแรม Four Seasons
เช็คอิน เก็บของ เราก็ออกเดินทางท่องเที่ยวกันทันที
ฉันรู้สึกเหมือนเราได้ย้อนอดีตกลับไปช่วงชีวิตนักศึกษาอีกครั้ง
เรากลับไปเป็นเด็กๆ ที่ชอบเดินเที่ยว ดูนั่นชมโน่น เห็นอะไรใหม่ๆ ก็ตื่นเต้นไปเสียหมด
เที่ยวกันจนเหนื่อยล้า ก็ต้องกลับมาพักผ่อนเพื่อวันต่อไป

คืนวันนั้น..วันวาเลนไทน์
ก่อนจะหลับตานอน ฉันยื่นการ์ดให้เขาหนึ่งใบ
ฉันไม่ลืมว่าวาเลนไทน์ทุกปี ฉันต้องแสดงความรักที่มีต่อเขา
ย้ำให้เขารู้ว่าฉันยังรักเขาเหมือนเดิมนะ และครั้งนี้ฉันใช้วิธีทำการ์ดให้เขา

เขารับมาด้วยรอยยิ้ม พร้อมพูดเบาๆ สั้นๆ ว่า
"นึกว่าจะลืม นึกว่าจะไม่มีซะแล้ว"
เอาอีกแล้ว เขาพูดให้ฉันคิดไปไกลอีกครั้ง
และคืนนั้นก็ผ่านไป..


..


วันต่อมาโชคร้ายอะไรของฉันก็ไม่รู้
ฉันโดนล้วงกระเป๋าที่ฮ่องกง มือถือเครื่องสำคัญหาย 
ทำอะไรไม่ถูก มันเคว้ง มันตกใจ มันเสียใจ มันจุก
ก็ได้เขานี่แหละคอยปลอบใจ โอบกอดฉัน
คอยพูดนั่นนี่ให้ฉันคลายความกังวลลงไปบ้าง
และสิ่งใหม่ที่ฉันได้รับรู้จากปากเขาในวันนี้ที่ทำเอาฉันตกใจก็คือ
เขา..เกือบ..เสียชีวิตเมื่อหลายเดือนก่อน
เขาจมน้ำ เขาเกือบตาย เขาเล่าอะไรให้ฉันฟังมากมาย เขาพูดให้ฉันได้คิด
ฉันลืมเรื่องมือถือหายไปชั่วขณะหนึ่ง โดยหันไปตั้งใจฟังเรื่องนาทีเฉียดตายของเขาแทน
นี่ฉันเกือบจะไม่ได้เจอเขา เราเกือบจะต้องจากกันไปตลอดชีวิต
นาทีที่เขาเล่าให้ฉันฟัง ใจฉันมันชาบอกไม่ถูก แค่คิดว่าถ้าไม่มีเขาจริงๆ ฉันจะเป็นยังไง
ฉันรู้สึกเบาๆ ขึ้นหลังจากฟังเรื่องราวทุกข์ใจของเขา และเขาก็ยังเป็นเขา
เป็นผู้ชายที่เติบโตทั้งความคิดและจิตใจเหมือนเช่นเคย..
ฉันไม่ต้องเป็นห่วงการใช้ชีวิตของเขาเลยจริงๆ ให้ตาย

คืนนั้นฉันกลับมาที่ห้องด้วยความอ่อนเพลียและผล็อยหลับไปทั้งน้ำตา
พอได้กลับมาใช้ความคิดอยู่คนเดียว ฉันก็กลับมาคิดฟุ้งซ่านเรื่องโทรศัพท์นั่นอีก
ฉันว่าเขาคงรู้ว่าฉันเสียใจมากแค่ไหน ฉันลืมตาตื่นขึ้นในตอนเช้า
เห็นกระดาษโน้ตแผ่นเล็กๆ วางอยู่ที่หัวเตียง ฉันหยิบมาอ่าน..
ลายมือนี้ที่คุ้นเคย เขาเขียนบอกฉันสั้นๆ ว่า
ให้ลืมเรื่องร้ายๆ เมื่อคืนแล้วเริ่มต้นใหม่กับวันที่ดีๆ
และลงท้ายด้วยคำว่า "รัก" เหมือนทุกครั้ง

ฉันพูดไม่ออก ได้แต่ยิ้มอยู่ในใจอยู่คนเดียว
ฉันรู้ว่าเขามองดูฉันอ่านโน้ตอันนี้อยู่ ฉันเลยแสร้งทำเฉยอ่านแล้ววางไว้ที่เดิม
ฉันไม่อยากให้เขารู้ว่าฉันคิดอะไรอยู่ในตอนนี้ และฉันคิดไปไกลถึงไหนต่อไหน..

ฉันกิน เที่ยว นอน และใช้เวลาอยู่กับเค้าแทบจะ 24 ชั่วโมงตลอด 4 วัน
ฉันมีความสุขและอบอุ่นใจมาก ยามร้อนก็มีเขาที่ช่วยลดระดับให้ฉันเย็นลงได้
ยามฉันหนาวก็ได้มืออุ่น อ้อมกอดอุ่นๆ จากเขาทำให้ฉันรู้สึกอบอุ่นขึ้นอย่างบอกไม่ถูก
 
แต่ช่วงเวลาแห่งความสุขมักผ่านไปไวเสมอ
ถึงเวลาที่เราสองคนต้องกลับสู่โลกแห่งความจริงเสียที
คืนวันนั้นก่อนออกเดินทางจากฮ่องกงเพื่อกลับสู่กรุงเทพฯ
ฉันเจออากาศหนาวเย็นสุดขั้ว ไหนจะลม ไหนจะฝน ฉันป่วย..ฉันตัวร้อน
ฉันเหนื่อยล้า ฉันไม่มีอารมณ์จะพูดคุยอะไรเลย
เขาเป็นห่วงฉัน คอยช่วยเหลือสารพัด ช่วยถือกระเป๋า หาหยูกยามาให้
เอามือมาอังที่ตัวฉันเพื่อเช็คว่ามีไข้รึเปล่า ถามแล้วถามอีกว่าไหวมั้ย
ในขณะที่ฉันไม่หือไม่อือ.. ไม่รู้ว่าเป็นเพราะตัวเองป่วยหรือเพราะอยากจะเรียกร้องความสนใจจากเขากันแน่
ฉันก็ไม่เข้าใจตัวเอง ทั้งที่เขาก็เป็นห่วงฉันดูแลฉันซะขนาดนี้

ฉันและเขาเดินลงจากเครื่องมาแบบเงียบๆ
ไม่มีใครพูดอะไรซักคำเดียว.. ฉันไม่รู้ว่าเขาคิดอะไรอยู่
ระหว่างรอเอากระเป๋า เขาหันมาพูดกับฉันว่า
"เป็นอะไรทำไมไม่พูด ถามอะไรก็ไม่ตอบ รู้มั้ยว่าคนที่ไปด้วยจะรู้สึกยังไง"
นี่เป็นครั้งแรกที่ฉันรู้สึกว่าเขาโกรธฉัน เขาไม่พอใจฉันมาก..
ฉันจำทุกคำพูดวันนั้นที่เขาพูดกับฉันได้ขึ้นใจ
ฉันนิ่งอึ้ง รู้สึกเหมือนโดนตบหน้าอย่างแรง
ฉันพึมพำในลำคอเบาๆ ว่าเปล่า แค่ไม่สบาย
แล้วฉันก็พูดอะไรไม่ออกอีกเลย ปล่อยให้ความเงียบมาครอบงำ

ผ่านไปซักห้านาที ห้านาทีที่นานราวชั่วโมง..เขาลากกระเป๋าเดินแยกไปคนเดียว
ไม่พูดอะไรสักคำ ทิ้งให้ฉันยืนงงๆ อยู่ตรงนี้ ฉันเดินตามเขาอยู่ไกลๆ ไม่นานเขาก็ลับตาไป
หายไปไหนไม่รู้ ฉันหูอื้อตาลายไปหมด ทำอะไรไม่ถูก แต่แค่รู้สึกเสียใจกับสิ่งที่เกิดขึ้น
และเดินหงอยๆ ลากกระเป๋า เรียกแท็กซี่กลับบ้านเองตามลำพัง จบลงแบบไม่สวยเท่าไหร่สินะทริปนี้

ฉันกลับมากินยาและพักผ่อนที่ห้อง..และเริ่มร่างอีเมล์ถึงเขา พรรณนาอะไรมากมายเป็นหน้าๆ
รวมถึงคำขอโทษที่ตัวฉันเองก็ไม่รู้ว่าฉันทำบ้าอะไรลงไป อะไรที่ทำให้โกรธกันได้ขนาดนั้น
ฉันผิดไปแล้ว ฉันอยากให้เขาให้อภัยฉัน ให้เรากลับมาเป็นเหมือนเดิม

ผ่านไปเป็นอาทิตย์ ไม่มีแม้อีเมล์ซักฉบับตอบกลับมา
ฉันไม่รู้ว่าเขาได้อ่านรึเปล่า แต่ฉันก็ส่งย้ำไปว่า ให้ลบไปเถอะ ฉันคงบ่นอะไรพร่ำเพรื่อไร้สาระ
และเขาก็ยังคงเงียบ มันเป็นช่วงเวลาที่ฉันรู้สึกแย่มาก นี่คงเป็นบทลงโทษจากเขาสินะ

ความเงียบ บทลงโทษที่โหดร้ายที่สุดเท่าที่ฉันเคยเจอมา
และเป็นเขาคนเดียวที่ทำให้ฉันรู้สึกแย่ได้ขนาดนี้

ผ่านไปอีกนานแค่ไหนไม่รู้ แต่ฉันจำได้แค่ว่า
วันนึงฉันลองเปิดเข้าไปดูหน้า FB ของเขาและมีภาพเราในฮ่องกง/มาเก๊าปรากฎอยู่
ฉันแอบดีใจอยู่ลึกๆ ที่เขาโพสต์รูปคู่ของเราสองคนลงไปหลายรูปเลยล่ะ
ฉันแอบกดเซฟไว้หมดแล้ว ก็แหงล่ะ ภาพทั้งหมดอยู่ในกล้องเขาหมดเลยนิ่

ฉันรวบรวมความกล้าอีกครั้ง ส่ง sms ไป ขอให้เขาไรท์ซีดีภาพทั้งหมดส่งมาให้หน่อย
เขาตอบกลับมาสั้นๆ ว่า ได้..ให้ส่งที่อยู่มา

เป็นข้อความที่ไม่ได้มีใจความสำคัญอะไรเลย แต่มีความหมายกับฉันมาก
มันเป็นสิ่งที่ฉันรอคอยจากเขา แค่พูดอะไรก็ได้กับฉันสักคำ ฉันก็ดีใจมากแล้ว
ฉันหวังว่าเขาคงหายโกรธและให้อภัยฉันแล้ว ฉันขอแค่นั้นเอง


เวลาผ่านไปหลายเดือน
จนวันนึง จู่ๆ ฉันก็คิดถึงเขามากๆ ฉันส่ง sms ไปหา และบอกไปว่าคิดถึง
เขาโทรกลับมาหาฉันทันที เขาบอกข่าวร้ายและข่าวดีให้ฉันฟัง
ข่าวที่เล่นเอาฉันอึ้งไปพักใหญ่..

"เขากำลังจะย้ายไปทำงานที่สิงคโปร์เร็วๆ นี้"

ฉันควรจะดีใจกับเขาที่ได้เห็นเขามีอนาคตที่ก้าวหน้าถึงเพียงนี้
เขาได้รับตำแหน่งดีๆ ในที่ทำงานที่ดีๆ ในสิงคโปร์
แต่ในขณะเดียวกันฉันกลับรู้สึกโหวงๆ บอกไม่ถูก
เขาจะจากฉันไปอีกครั้งหนึ่งแล้ว
กี่ครั้งกี่หนที่ต้องเห็นเขาเดินจากไป แต่ไม่เคยมีครั้งไหนที่รู้สึกเท่าครั้งนี้
เขาไปแค่นี้เอง สิงคโปร์ นั่งเครื่องไปแค่ชั่วโมงก็ถึงแล้ว ฉันบอกตัวเอง..
แต่อีกที..ฉันกลับรู้สึกว่าเขากำลังจะจากฉันไปไกล ไกลยิ่งกว่าเดิม
ไกลจนวันนึง..ฉันคงจะเอื้อมมือไปไม่ถึงเขาอีกต่อไปแล้ว
และหากนับถอยหลังอีกไม่กี่วัน ก็ถึงเวลาเดินทางของเขาแล้ว
การเดินทางที่แสนพิเศษของชีวิตเขา อนาคตที่ดีกำลังรอเขาอยู่ 
สิ่งที่ฉันทำได้ในตอนนี้คือ อวยพรและรอดูความสำเร็จของเขาอยู่ตรงนี้ที่นี่ที่เดิม

"เขาจะอยู่ในใจฉันเสมอ"




ฉันดีใจที่ได้เกิดมารู้จักและรักผู้ชายคนนี้
เขาเป็นผู้ชายคนแรกที่ทำให้ฉันรู้จักคำว่ารักแท้
ฉันไม่เคยเข้าใจเลยว่ารักแท้มันเป็นยังไง
ไหนที่ใครเคยบอกว่ารักแท้คือการที่เราอยากเห็นเขามีความสุข
รักแท้ไม่ใช่การครอบครอง ไม่ใช่การอยู่ด้วยกันตลอดเวลา
เมื่อไหร่ที่เราเห็นคนที่เรารักมีความสุข แล้วเรายินดีมีความสุขไปกับเขา
หรือเมื่อไหร่ก็ตามที่เขาทุกข์ เราก็จะทุกข์และเจ็บปวดไปกับเขา
ถ้าคำว่ารักแท้ ส่วนนึงมันจะมีความรู้สึกแบบนี้ ฉันว่าฉันเจอรักแท้เข้าแล้วจริงๆ


"ขอบคุณและรักเธอที่สุด"




ลงไว้ ณ วันที่ ยี่สิบหก เดือน พฤษภาคม พุทธศักราช สองพันห้าร้อยห้าสิบสาม
เวลา หนึ่งนาฬิกา..สามนาที

Comments

Avatar

jfullmoon

สู้ๆ...ให้1โหวตจ๊า
ความคิดเห็นเมื่อ : over 2 years
Avatar

jajar34

ใช้เวลาอ่านนานพอสมควรกว่าจะจบ แต่ก็คุ้มค่าค่ะ เพราะเรื่องราวน่ารักดี มีอะไรให้คอยลุ้นตลอดว่าเมื่อไหร่จะลงเอยกันสักที แต่ก็จริงอย่างที่บอกค่ะ คนที่รักกันไม่จำเป็นต้องอยู่ด้วยกันตลอด แค่รู้ว่าเรารักใครและมีเค้าอยู่ในใจก็พอแล้ว ขอโหวตให้นะคะ
ความคิดเห็นเมื่อ : over 2 years
กรุณาล็อกอิน หรือ คลิก เพื่อทำการสมัครสมาชิก Truelife

คุณต้องการลบความคิดเห็นนี้จริงหรือไม่